ค้นหาข้อมูล

ประวัติศาสตร์

การลงทุน

| พระพุทธศาสนา | ประเพณีพิธีกรรม | ประเพณีวันสงกรานต์ | งานไหว้พุทธเจดีย์ | ศิลปะการแสดง | ซะปแว | โย่วเต | อะเญ่ย | เครื่องดนตรี | อ้างอิง |


           พม่าหรือเมียนมามีความโดดเด่นในเรื่องการศรัทธาพุทธศาสนา  มีเจดีย์และศาสนสถานในพุทธศาสนาจำนวนมาก ประชากรกว่า 87 % นับถือพุทธศาสนา  แต่ในขณะเดียวกันมีประชากรบางส่วนที่นับถือพลังเหนือธรรมชาติจำนวน 4.5%  คริสต์ศาสนา 4 % อิสลามและฮินดู 1.5%  (Steven, 2002:62)
            ความสำคัญของพระพุทธศาสนาไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้นับถือเพียงอย่างเดียว แต่พุทธศาสนายังเป็นรากฐานสำคัญของสังคมพม่า โดยมีประวัติย้อนหลังไปถึงสมัยปยูและอาณาจักรพุกาม ในช่วงระยะเวลาจากอดีตถึงปัจจุบันซึ่งเป็นเวลากว่าพันปี ได้หล่อหลอมให้พระพุทธศาสนาในพม่ามีลักษณะเฉพาะของตนเอง นั่นคือ การมีลักษณะผสมผสานของศาสนาและความเชื่อต่างๆ ที่มีอยู่ในดินแดนพม่า (นฤมล  ธีรวัฒน์ และคณะ.2551:233)

 

พระพุทธศาสนา

            ชนชาติมอญเป็นชนกลุ่มแรกในพม่าที่รับนับถือพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทจากทักษิณนิกาย หรือ นิกายพุทธทางใต้ ของอินเดีย (Steven, 2002:55) เชื่อกันว่าพุทธศาสนาเข้ามาสู่ประเทศพม่า เมื่อครั้งที่พระเจ้าอโศกมหาราช แห่งอินเดียให้การอุปถัมภ์การสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 3 ได้มีการส่งพระสมณทูตไปเผยแพร่พุทธศาสนาในแถบประเทศต่างๆ รวม 9 สาย (ฟื้น ดอกบัว, 2554:182) โดยพม่าอยู่ในส่วนของสุวรรณภูมิ ชาวพม่ายังเชื่อว่า สุวรรณภูมิ มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองสะเทิมทางตอนใต้ของพม่า พุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองในพม่าราวพุทธศตวรรษที่ 6  เนื่องจากพบหลักฐานเป็นคำจารึกภาษาบาลี นักประวัติศาสตร์ท่านหนึ่งชื่อว่า ตารนาถ เชื่อว่าพุทธศาสนาแบบเถรวาทได้เข้าสู่พม่า ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช  (ประวัติพุทธศาสนาพม่า, 2015)
            พม่าบัญญัติให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติตั้งแต่ปีค.ศ.1974 ปัจจุบันพุทธศาสนาเป็นสถาบันที่แข็งแกร่งที่สุดในพม่า สืบเนื่องจากประเพณีปฏิบัติอันยาวนานหลายประการ  ประการแรก ความใกล้ชิดระหว่างสถาบันกษัตริย์กับสถาบันภิกษุ ซึ่งต่างก็พึ่งพาอาศัยกันและกัน ประการที่สอง การรักษาความเข้มข้นขององค์ความรู้และวินัย โดยผ่านการปะทะสังสรรค์กับผู้นำทางศาสนาประเทศอื่นๆในเครือพุทธศาสนาเถรวาท โดยเฉพาะศรีลังกาและไทย และประการที่สาม คือการทุ่มเททรัพยากร สมบัติวัตถุ และงานฝีมืออันประณีตบรรจงให้กับภิกษุ ปูชนียสถาน และโลกทางกายภาพของชาวพุทธ (นฤมล  ธีรวัฒน์ และคณะ.2551:234-235)  
            ด้วยลักษณะเด่นของพุทธศาสนาเถรวาทของพม่าที่สามารถเป็นแกนหลักในความหลากหลาย ในขณะเดียวกัน พุทธศาสนาก็มีความลึกซึ้งในหลายระดับทั้งระดับปรัชญา ระดับการปฏิบัติสมาธิวิปัสสนา ไปจนถึงพุทธศาสนาระดับชาวบ้าน ศาสนาพุทธจึงสามารถสร้างความเป็นปึกแผ่นในความหลากหลายให้สังคมพม่าได้และกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเอกภาพร่วมกัน ผู้ปกครองพม่าแต่ละยุคจึงไม่อาจปฏิเสธความสำคัญของศาสนาพุทธ  ความรู้ในพระไตรปิฎกของชาวบ้านทั่วๆไป ส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ทางศีลธรรม และโศลกคำสอนที่เรียกว่า “โต้ว” บางบทที่ชี้แนะทางสายกลาง เช่นโศลกว่าด้วยเรื่องหน้าที่ศีลธรรมที่เรียกว่า  มินกลาโต้ว ในส่วนที่เป็นพระอภิธรรมซึ่งเป็นความรู้ขั้นสูงนั้นมักไม่เป็นที่รู้จักมักคุ้นของชาวบ้าน แม้แต่ผู้ที่เคยผ่านการบวชเรียนมาแล้วก็ตาม ชาวบ้านทั่วไปจะมีความรู้ความเข้าใจในพุทธศาสนาอยู่ 3 เรื่องด้วยกันคือ 1. ความคิดในเรื่องกรรม และบุญ 2. ศีลและการถือปฏิบัติ 3.ความเชื่อแบบดั้งเดิมในสังคมพม่า (นฤมล  ธีรวัฒน์ และคณะ.2551:246)
            นอกจากนี้พุทธศาสนาและพระสงฆ์ในพม่ายังมีบทบาททางการเมืองที่สำคัญตั้งแต่ในช่วงปีค.ศ.1930 ในการเป็นผู้นำต่อต้านอาณานิคมอังกฤษ ต่อมาในปี ค.ศ.1988 พระสงฆ์มีบทบาทสำคัญในการเป็นแกนนำต่อต้านรัฐบาลทหารภายใต้การนำของนายพลเนวิน ซึ่งเป็นรัฐบาลที่ไม่ให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนตั้งแต่ปี ค.ศ.1962 ส่งผลให้เกิดการปะทะกับทหาร มีการนองเลือดและมีผู้เสียชีวิตนับพันคน จนนานาชาติต้องหันมาให้ความสนใจและจับตามองบทบาททางการเมืองของพระสงฆ์ในพม่ามากขึ้น ปัจจุบันพุทธศาสนาและพระสงฆ์ยังคงเป็นผู้นำหลักทางจิตวิญญาณของชาวพม่าทั้งในการดำรงชีวิตและการเมือง ดังพบได้อยู่เสมอว่าในพม่าพระสงฆ์มักเป็นแกนนำในการต่อต้านรัฐบาล สนับสนุนนักการเมืองในประเทศ  ตลอดจนต่อต้านศาสนิกชนต่างศาสนา

“นัต” กับความเชื่อของชาวพม่า

            พม่าได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งพุทธศาสนาและพุทธเจดีย์ พุทธศาสนิกชนชาวพม่าต่างให้ความเคารพในพระสงฆ์ซึ่งถือเป็นเนื้อนาบุญและเป็นที่พึ่งแห่งกุศล แต่ภายใต้ร่มเงาแห่งพุทธศาสนานั้น สังคมพม่ายังคงแฝงไปด้วยกลิ่นอายความเชื่อเกี่ยวกับการบูชาผีอยู่ไม่น้อย และที่ปรากฏเป็นภาพเด่นชัดคือ การบูชานัต ดังพบว่าภายในบ้านของชาวพม่าบางบ้านมีหิ้งบูชานัตตั้งอยู่ใกล้หิ้งพระพุทธรูป หลายบ้านปลูกศาลคล้ายศาลพระภูมิ ไว้ที่หน้าบ้าน ในขณะที่ริมทางตามต้นไม้ใหญ่ยังมีศาลนัตอยู่ทั่วไป แม้แต่ในเขตลานพระเจดีย์ยังพบว่ามีรูปนัต ปั้นเป็นองค์เทพ เทวี ผู้เฒ่า รูปยักษ์ เห็นชัดว่าชาวพม่าจำนวนไม่น้อยยังคงกราบไหว้บูชานัต ทั้งที่บ้านและที่สาธารณะ ตลอดจนในเขตพุทธสถาน (วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551:143)
            คำว่า “นัต” ปราชญ์ชาวพม่า เชื่อว่าคำนี้น่าจะมาจากคำว่า นาถ ในภาษาบาลี หมายถึง “ผู้เป็นที่พึ่ง” ตามกล่าวไว้ในตำรานิรุกติศาสตร์เก่าแก่เล่มหนึ่งของพม่า คือ โวหารลีนตฺถทีปนี แต่งโดย มหาเชยสงขยา และในสารานุกรมพม่า เล่ม 6 ได้นิยามคำว่า นัตไว้ในทำนองเดียวกัน โดยจัดแบ่งนัตไว้ 3 ส่วน คือ วิสุทินัต คือ ผู้บริสุทธิ์ อันหมายถึง พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ อุปปตฺตินัต คือ เทวดาและพรหมาที่อยู่บนสรวงสวรรค์ และ สมฺมุตินัต คือ พระราชา พระราชินี ตลอดจนราชบุตรราชธิดา นอกจากนี้ยังกล่าวถึงเทพประจำจักรวาลว่าเป็นนัต เช่น เทพประจำดาวนพเคราะห์ สุริยเทพ จันทราเทพ อัคนีเทพ และวาโยเทพ ดังนั้นนัตตามนัยของคำว่า นาถ นี้ ก็คือ เหล่าเทพเทวาบนชั้นฟ้าตลอดถึงผู้ประเสริฐและผู้ทรงอำนาจบนโลกมนุษย์ ถือเป็นนัตตามโลกทัศน์ในพุทธศาสนา ส่วนพจนานุกรมพม่า ของรัฐบาลเมียนมาร์ กล่าวถึงนัตไว้ 3 นัย ได้แก่ 1. เทพอุปปัติทรงฤทธิ์คุ้มครองมนุษย์ 2.วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของผู้ตายร้าย และ 3. คำขยายสิ่งซึ่งอุบัติขึ้นเอง เช่น นัตสะบา “ข้าวนัต หรือ ข้าวป่า” และ นัตเย-ดวีง “สระนัต หรือ สระรรมชาติ”  เป็นต้น สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจึงถือว่าเป็นด้วยอำนาจแห่งนัต ดังนั้นนัตตามคติของชาวพม่าจึงหมายถึง ผู้ทรงฤทธิ์ เป็นได้ทั้งเทพยดาและวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ แต่ไม่รวมถึงพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ตลอดจนพระราชา หรือ ราชตระกูล (วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551:143-144)
            ชาวพม่า เชื่อว่า มนุษย์ประกอบด้วยร่างกาย ที่เรียกว่า โก่ก่ายะ และ ขวัญ ที่เรียกว่า เละปยา เมื่อตายไปขวัญจะกลายเป็นดวงวิญญาณล่องลอยอยู่ในโลก สามารถให้คุณให้โทษแก่ผู้คนทั่วไปได้ หรืออาจเข้าสิงร่างของผู้อื่นและบังคับให้ผู้นั้นกระทำสิ่งต่างๆ ตามความประสงค์ของดวงวิญญาณ และเมื่อพิจารณาสภาพการกลายเป็นนัตของคนพม่าแล้วจะเห็นว่าสอดคล้องกับความเชื่อเรื่องดวงวิญญาณ คือ ธาตุที่ไม่ดับสูญ ในหนังสือ โตงแซะคุนิจ์มีง หรือ นัต 37 ตน เขียนโดย อูโพจา ได้บรรยายเรื่องนัตไว้ว่า “เรื่องการกลายเป็นนัตนั้นจดจำแลเชื่อกันว่า  ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นคนเผ่าพันธุ์ใดกษัตริย์หรือสามัญชน มั่งมีหรือยากไร้ หญิงหรือชาย เด็กหรือผู้ใหญ่ หากแต่เป็นผู้ที่คนทั่วไปยกย่อง ยึดเป็นที่พึ่งได้และเป็นผู้ที่มีเมตตา ยามตายก็จากไปอย่างน่าเวทนา เมื่อผู้คนทั่วไปรับรู้ จึงบังเกิดความสะเทือนใจ โจษจันกันไปทั่ว วิญญาณของผู้นั้นจึงกลายเป็นนัต” (วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551:145)
            ชาวพม่าติดต่อกับนัตในหลายรูปแบบ มีทั้งการกราบไหว้ เซ่นสรวง ลงทรง เพื่อขอความคุ้มครอง บนบานศาลกล่าว หรือบัดพลีเมื่อคำขอเป็นผลสัมฤทธิ์ รูปแบบของการเซ่นไหว้นัตในเรือน นัตตามศาล และนัตที่อยู่รายรอบพระเจดีย์นั้นส่วนใหญ่กระทำคล้ายๆกัน จะแตกต่างกันอยู่บ้างขึ้นอยู่กับนัตแต่ละตน เช่น นัตบางตนนิยมมังสวิรัติ กินเฉพาะผลไม้ ดอกไม้ ใบไม้ นัตบางตนชอบอาหารดิบ เช่น ปลาดิบ เนื้อดิบ นัตบางตนชอบของมึนเมา ดื่มเหล้าเมามายยามประทับทรง และบางตนชอบบุหรี่ เป็นต้น (วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551:161)
            ความเชื่อเกี่ยวกับนัตของชาวพม่าในส่วนที่เกี่ยวกับนัตตามนัยของผีอารักษ์นั้นดูจะเป็นความเชื่อพื้นถิ่นที่ปรากฏอยู่คู่สังคมพม่ามายาวนานยิ่งกว่าพุทธศาสนา บทบาทของนัตในความเชื่อของพม่าดั้งเดิมมีความสำคัญถึงระดับร่วมสร้างบ้านแปงเมืองในพุกามยุคแรกๆ จนได้รับความสำคัญเป็นมิ่งเมือง เป็นไปได้ว่าในยุคของพระเจ้าอโนรธา การรับพุทธศาสนาจากภายนอกได้ทำให้นัตในคติความเชื่อพื้นถิ่นถูกลดบทบาทลงเป็นเพียงนัตที่คอยพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา แต่อย่างไรก็ตามชาวพม่าไม่อาจปฏิเสธอำนาจนัตอย่างสิ้นเชิง สังคมพม่าจึงเป็นสังคมพุทธที่แฝงอยู่ด้วยความเชื่อในนัตระคนกัน (วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551:168)

sil 1  sil 2

นัตที่สถิตอยู่เขาโปปา                                                                 ภูเขาโปปา (Mount Popa)

ที่มาของภาพ http://www.suriyanchantra.net/      ที่มาของภาพ https://travel.mthai.com/world-travel/71916.html

[Top]

ประเพณีพิธีกรรม

          สังคมเมียนมาหรือพม่าที่ผ่านมา นับได้ว่าเป็นสังคมที่แทบหยุดกาลเวลา และหยุดความเปลี่ยนแปลงไว้ได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้เพราะพม่าปิดประเทศมานานกว่า 3 ทศวรรษ  ในช่วงเวลาดังกล่าว สังคมพม่าอยู่ได้ด้วยการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น เน้นความเป็นอยู่แบบพึ่งพาตนเอง สิ่งจำเป็นจึงมีเพียงแค่ปัจจัยสี่ คือ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค  (วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551:81)
            ในด้านความบันเทิง ทางการพม่าจะคอยควบคุมให้อยู่ในกรอบของจารีตประเพณี พม่าไม่มีสถานบันเทิงแบบสมัยใหม่ ไม่มีภาพยนตร์ต่างประเทศเข้าฉายมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ค่อยมีการเสนอข่าวอาชญากรรม ซึ่งอาจเป็นเพราะขัดกับค่านิยมพม่าที่มักเลือกรับข่าวสารเฉพาะเรื่องที่เป็นมงคล ด้วยเหตุนี้ชาวพม่าจึงพึ่งพาความบันเทิงแบบท้องถิ่น อาทิ ละคร ดนตรี มวย มายากล และภาพยนตร์พม่า สิ่งบันเทิงเหล่านี้หาชมได้ในช่วงวันงานประเพณีของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่ก็คืองานฉลองพระเจดีย์ นอกเหนือจากงานฉลองพระเจดีย์ที่จัดต่างเวลากันในแต่ละท้องถิ่นแล้ว ชาวพม่าส่วนใหญ่จะนิยมแสวงหาความสุขกับการประกอบบุญกิริยาทางศาสนา หากเป็นชาวพุทธก็มักต้องหมั่นเข้าวัดทำบุญ ออกเดินทางแสวงบุญ นอกจากนี้พม่ายังมีงานประเพณีเพื่อสร้างกุศลที่อาจให้ความบันเทิงควบคู่กันไปด้วย ได้แก่ งานฉลองสงกรานต์ งานวัดรดน้ำต้นโพธิ์ งานจุดประทีป และงานทอดกฐิน เป็นต้น งานประเพณีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีสิบสองเดือน ที่ยังพบเห็นได้ในแทบทุกท้องถิ่น บางวันถือเป็นวันหยุดราชการอีกด้วย ส่วนวันสำคัญทางศาสนาอื่น ที่ถือเป็นวันหยุด ได้แก่ วันคริสต์มาส และวันสำคัญของชนเผ่าและศาสนาต่างๆ ในส่วนประเพณีสิบสองเดือนของพม่านั้น มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ (วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551:81)
            นับแต่อดีตมา พม่ามีงานประเพณีของแต่ละเดือนในรอบปี เรียกว่า แซะนะล่ะ หย่าตี่บแว หรือประเพณีสิบสองเดือน ในยุคราชวงศ์ของพม่ามีการกำหนดให้งานนี้เป็นพระราชพิธี แม้ว่าในปัจจุบันพม่าจะยังคงสืบทอดงานประเพณีสิบสองเดือนไว้ แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง  (วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551:82-83)
ลำดับเดือน
           1 .ตะกู   มี.ค.-เม.ย.  งานฉลองสงกรานต์
           2. กะโส่ง  เม.ย.-พ.ค.  งานรดน้ำต้นโพธิ์
           3. นะโหย่ง  พ.ค.-มิ.ย.  งานสอบพระธรรม ปัจจุบันย้ายไปจัดในเดือนดะกู
           4. หว่าโส่  มิ.ย. – ก.ค.  งานบวชพระเณรและงานเข้าพรรษา
           5. หว่าข่อง  ก.ค.-ส.ค.  งานสลากภัต  ปัจจุบันงานบูชานัตที่ต่องปะโยงเป็นที่สนใจมากขึ้น
           6. ต่อดะลีง  ส.ค.-ก.ย.  งานแข่งเรือหรืองานต่อดะลีงหรืองานติจ์ซีง
           7. ต่อดะลีง  ส.ค.-ก.ย.  งานจุดประทีปและงานออกพรรษา นิยมปล่อยโคมลอยกันในเดือนนี้
           8. ตะส่องโมง  ต.ค.-พ.ย.  งานทอดกฐินและงานตามประทีป
           9. นะต่อ พ.ย. – ธ.ค. งานบูชานัต ปัจจุบันจัดงานเทิดเกียรติกวี แทนงานบูชานัด
           10. ปยาโต่  ธ.ค.-ม.ค. งานอัศวยุทธ ปัจจุบันไม่มีการจัดงาน
           11. ดะโบ๊ะดแว ม.ค. – ก.พ.  งานกวนข้าวทิพย์และงานหลัวไฟพระเจ้า
           12. ดะบอง ก.พ.-มี.ค.  งานก่อเจดีย์ทรายหรืองานดะบอง  ปัจจุบันไม่นิยมจัดงานก่อเจดีย์ทราย

           เดือนหนึ่ง เรียกว่า เดือนตะกู (มี.ค. - เม.ย.) เป็นเดือนเริ่มศักราชใหม่และเป็นเดือนต้นฤดูร้อน ประเพณีสำคัญของเดือนนี้คืองานฉลองสงกรานต์ พม่าถือเป็นงานฉลองวันส่งท้ายปีเก่าและย่างสู่ปีใหม่ มีการเล่นสาดน้ำกันตลอด 5 วัน ชาวพม่าถือว่าช่วงเวลานี้เป็นวันมงคล จึงนิยมเข้าวัดรักษาศีล ช่วยกวาดลานวัดและลานเจดีย์ สรงน้ำพระพุทธและเจดีย์ รดน้ำดำหัวพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ตลอดจนครูบาอาจารย์ และสระผมให้ผู้เฒ่าผู้แก่ด้วยน้ำส้มป่อย งดการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต สร้างกุศลด้วยการปล่อยวัว ควาย และปลา  (วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551:83)       
           เดือนสอง เรียกว่า เดือนกะโส่ง (เม.ย. - พ.ค.) พม่ามีสำนวนว่า “ตะกูน้ำลง กะโส่งน้ำแล้ง” เดือนกะโส่งจึงเป็นเดือนที่แห้งแล้ง ภาวะอากาศในเดือนนี้ร้อนอบอ้าวกว่าเดือนอื่นๆ ชาวพุทธพม่าจึงจัดงานรดน้ำต้นโพธิ์กันในวันเพ็ญของเดือนกะโส่ง และถืออีกว่าวันนี้ตรงกับวันที่พระพุทธเจ้าทรงประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง พม่าได้กำหนดเรียกวันดังกล่าวว่า วันพุทธะ ในวันนี้ชาวพุทธพม่าจะนิยมปฏิบัติบูชาตามวัดและเจดีย์ ด้วยการรักษาศีลและเจริญภาวนา วัดและเจดีย์จึงมีผู้คนไปทำบุญมากเป็นพิเศษ เดือนกะโส่งนับเป็นเดือนที่ฝนเริ่มตั้งเค้า ชาวนาจะเริ่มลงนา เพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูก (วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551:84)
           เดือนสาม เรียกว่า เดือนนะโหย่ง (พ.ค. - มิ.ย.) เป็นเดือนเริ่มการเพาะปลูก ฝนเริ่มตก อากาศเริ่มคลายร้อน ต้นไม้ใบหญ้าเริ่มแตกยอด โรงเรียนต่างเริ่มเทอมใหม่หลังจากปิดภาคฤดูร้อน เดือนนะโหย่งจึงนับเป็นเดือนเริ่มชีวิตใหม่  ในสมัยที่ยังมีกษัตริย์ปกครองเคยจัดพิธีแรกนาขวัญในเดือนนี้ พม่าเรียกพิธีนี้ว่า “งานมงคลไถนา” ส่วนในทางศาสนาเคยเป็นเดือนสอบท่องหนังสือพุทธธรรม สำหรับพระเณร กล่าวว่ามีมาตั้งแต่สมัยของพระเจ้าตาหลุ่นมีงตะยาแห่งอังวะยุคหลัง ในอดีตจะสอบเฉพาะท่องหนังสือด้วยปากเปล่า แต่ปัจจุบันมีทั้งการสอบเขียนและสอบท่อง และได้ย้ายไปจัดในเดือนดะกูซึ่งเป็นเดือนแรกของปี (วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551 :84)
           เดือนสี่ เรียกว่า เดือนหว่าโส่ (มิ.ย. - ก.ค.) ถือเป็นเดือนสำคัญทางพุทธศาสนาด้วยเป็นเดือนเข้าพรรษา พม่ากำหนดให้วันเพ็ญเดือนหว่าโส่เป็นวันธรรมจักร เพื่อน้อมรำลึกวันประสูติ วันออกบวช และวันปฐมเทศนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในวันนี้ชาวพุทธพม่าจะเข้าวัดทำบุญและนมัสการพุทธเจดีย์กันอย่างเนืองแน่น และถัดจากวันธรรมจักรคือ วันแรม 1 ค่ำของเดือนหว่าโส่ จะเป็นวันที่พระสงฆ์เริ่มจำพรรษาในเดือนนี้ สาวๆ พม่าในหมู่บ้านมักจะจับกลุ่มออกหาดอกไม้นานาชนิด เรียกรวมๆ ว่า ดอกเข้าพรรษา ซึ่งขึ้นอยู่ตามชายป่าใกล้หมู่บ้าน เพื่อนำมาบูชาพุทธเจดีย์  นอกจากนี้ยังมีการถวายจีวรและเทียนที่วัด กิจกรรมสำคัญอีกอย่างหนึ่งในเดือนหว่าโส่ คือ งานบวชพระ ด้วยถือว่าวันเพ็ญเดือนหว่าโส่ เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้แก่เบญจวัคคี ในอดีตพระมหากษัตริย์จะทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ การบวชพระและเณรสำหรับผู้สอบผ่านพุทธธรรมตามที่จัดสอบกันในเดือนนะโหย่ง เนื่องจากฤดูฝนจะเริ่มในเดือนหว่าโส่ เดือนนี้จึงเป็นเดือนเริ่มลงนาปลูกข้าวด้วย  เล่ากันว่าชาวนาจะลงแขกปักดำข้าวในนา  พร้อมกับขับเพลงกันก้องท้องทุ่งนา (วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551:84)
           เดือนห้า เรียกว่า เดือนหว่าข่อง (ก.ค. - ส.ค.) เป็นเดือนกลางพรรษา และเป็นเดือนที่มีงานบุญสลากภัต พม่าเรียกว่า ส่าเยดั่งบแว แต่เดิมใช้การจับติ้ว ภายหลังหันมาใช้กระดาษม้วนเป็นสลากภัตมีกล่าวถึงกันน้อยลง แต่กลับมีงานที่เด่นดังระดับประเทศขึ้นมาแทน คืองานบูชาผีนัตที่หมู่บ้านต่องปะโยง ณ ชานเมืองมัณฑะเลย์  เดือนนี้เป็นเดือนที่ฝนมักตกหนักกว่าเดือนอื่น (วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551:85)
           เดือนหก เรียกว่า เดือนต่อตะลีง (ส.ค. - ก.ย.) เป็นเดือนน้ำหลาก น้ำตามแม่น้ำลำคลองจะเอ่อเต็มตลิ่ง หลายท้องถิ่นจะจัดงานแข่งเรือกันอย่างสนุกสนาน และในเดือนนี้เช่นกันจะพบเห็นแพซุงล่องตามลำน้ำเป็นทิวแถว โดยเฉพาะในแม่น้ำอิระวดี แพซุงจะล่องจากเหนือสู่ปลายทาง ณ ท่าน้ำเมืองย่างกุ้ง และเดือนนี้อีกเช่นกันที่ชาวประมงจะเริ่มลงอวนจับปลา ด้วยเป็นเดือนที่มีปลาออกจะชุกชุมเป็นพิเศษ  (วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551:85)
           เดือนเจ็ด เรียกว่า เดือนดะดีงจุต (ก.ย. - ต.ค.) ในวันเพ็ญของเดือนนี้จะมีการทำปาวารณาในหมู่สงฆ์ ชาวพุทธพม่าเรียกวันนี้เป็นวันอภิธรรม ด้วยเป็นวันที่พระพุทธองค์เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หลังจากที่ทรงเทศนาพระอภิธรรมตลอด 3 เดือนในพรรษาที่ผ่านมา ชาวพุทธจะจัดงานจุดประทีปเพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ยังมีงานลอยโคมไฟ บางที่จะทำโคมลอยขนาดใหญ่เป็นรูปโพตู่ด่อ หรือปะขาว รูปช้าง และรูปเสือ เป็นอาทิ นัยว่าทำเพื่อบูชาพระธาตุจุฬามณี ซึ่งอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นอกจากนี้ในรัฐฉานจะมีงานบูชาพระเจ้าผ่องต่ออู่ ซึ่งเป็นพุทธรูป 5 องค์ ที่หมู่บ้านนันฮู ณ กลางทะเลสาบอีนเล กล่าวกันว่าพระเจ้าผ่องต่ออูเป็นพระพุทธรูปที่มีมาแต่สมัยพระเจ้าอะลองสี่ตู่แห่งพุกาม ต่อจากวันอภิธรรมจะเป็นวันออกจากพรรษา ซึ่งตรงกับวันแรม 1 ค่ำ ของเดือนดะดีงจุ๊ต ในเดือนดะดีงจุ๊ตนี้ยังจัดประเพณีไหว้ขมาต่อบิดามารดาและครูบาอาจารย์ นอกจากนี้ชาวพม่ายังเริ่มจัดงานมงคลสมรสกันในเดือนนี้ โดยเริ่มนับแต่วันแรม 1 ค่ำ ของเดือนตะดีงจุ๊ต ด้วยเชื่อว่าช่วงในพรรษานั้น กามเทพหรือเทพสัตตะภาคะ จำต้องพักผ่อน จึงต้องเปลี่ยนจัดงานแต่งงานในช่วงเวลาดังกล่าว จนกว่าจะพ้นช่วงพรรษา (วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551:85)
           เดือนแปด เรียกว่า เดือนดะส่องโมง (ต.ค. - พ.ย.) เป็นเดือนเปลี่ยนฤดูจากหน้าฝนย่างเข้าหน้าหนาว กล่าวคือครึ่งแรกของเดือนจะเป็นท้ายฤดูฝน และครึ่งหลังของเดือนจะเป็นช่วงต้นหนาว ชาวนาจะเริ่มเก็บเกี่ยวข้าวกันในเดือนนี้ ในทางพุทธศาสนาเดือนดะส่องโมงถือเป็นเดือนสำหรับงานทอดกฐิน ซึ่งที่จริงพม่ากำหนดช่วงเวลาจัดงานทอดกฐินเริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำกลางเดือนดะดีงจุ๊ต จนถึงวันเพ็ญกลางเดือนดะส่องโมง รวมเวลาหนึ่งเดือนเต็ม ในงานกฐินจะมีการแห่ครัวทานที่พม่าเรียกว่า ปเด่ต่าบี่งหรือต้นกัลปพฤกษ์ และในวันสุดท้ายของฤดูกฐิน ซึ่งตรงกับวันเพ็ญของเดือนดะส่องโมงนั้น ชาวพุทธพม่าจะมีการจัดงานจุลกฐิน พม่าเรียกจุลกฐินนี้ว่า มโตตี่งกาง แปลตามศัพท์ว่า “จีวรไม่บูด” เทียบได้กับอาหารที่ไม่ทิ้งให้ค้างคืนจนเสีย มโตตี่งกางเป็นกฐินที่ต้องทำให้แล้วเสร็จภายในวันเดียว เริ่มแต่ปั่นฝ้ายให้เป็นด้าย จากด้ายทอให้เป็นผืนผ้า แล้วย้อมตัดเย็บเป็นจีวร ในเดือนนี้ยังมีพิธีตามประทีป และทอดผ้าบังสุกุลหรือปั้งดะกู่ อีกด้วย (วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551:86)
ทั้งนี้ประเพณีการจุดประทีปบูชาพระเป็นเจ้าของพม่าไม่นิยมการจุดประทีปลอยลงไปในน้ำหรือลอยกระทงอย่างไทย แต่ยังคงจารีตเดิมคือการจุดไฟตามประทีป  (สิทธิพร เนตรนิยม, 2558)
           เดือนเก้า เรียกว่า เดือนนะด่อ เป็นเดือนที่เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ชาวนา จะนวดข้าวและสงฟางสุมเป็นกอง เดิมเคยเป็นเพียงเดือนสำหรับบูชานัตหลวงหรือผีหลวง ณ เขาโปปาแห่งเมืองพุกาม แต่ปัจจุบันพม่ากำหนดให้มีงานเทิดเกียรติกวีและนักปราชย์ของพม่าแทน โดยจัดในวันขึ้น 1 ค่ำ งานนี้เริ่มจัดเป็นครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1944 ทุกๆ ปีจะจัดให้มีการอ่านบทประพันธ์และการเสวนาเกี่ยวกับวรรณกรรมกันตามสถานศึกษาและตามย่านชุมชนต่างๆ สำหรับในยุคราชวงศ์เคยถือเอาเดือนนี้จัดพระราชพิธีเพื่อมอบบรรดาศักดิ์ให้แก่นักรบนักปกครอง ตลอดจนกวีที่มีผลงานดีเด่น  (วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551:86)
           เดือนสิบ เรียกว่า เดือน ปยาโต่ (ธ.ค. - ม.ค.) เดือนนี้เป็นเดือนที่หนาวจัด กวีหญิงของพม่าสมัยคอนบองนามแหม่เคว เคยบันทึกไว้ว่า “เดือนปยาโต่ หนาวเหน็บจนกายสั่น ผิงไฟยังมิอุ่น ห่มผ้าหลายผืนยังมิคลาย” ในเดือนนี้ชาวไร่ที่กำลังเก็บเกี่ยวงาจะต้องคอยเฝ้าระวังฝนหลงฤดู หากฝนตกลงมาในเวลาที่เก็บงา งาก็จะเสียหาย ชาวนาพม่าจะเรียกฝนที่ตกยามนี้ว่าฝนพังกองงา ความหนาวเย็นจะล่วงมาจนถึงเดือนดะโบ๊ะดแว ซึ่งเป็นเดือนถัดมา ในอดีตเคยจัดงานอัศวยุทธ  โดยมีการประลองยุทธด้วยช้างศึก ม้าศึก และการใช้อาวุธต่างๆ อาทิ ดาบ หอก เป็นต้น รัฐบาลพม่าเคยรื้อฟื้นจัดงานนี้ในปีท่องเที่ยวพม่า(ค.ศ.1996) แต่ก็จัดได้เพียงปีเดียวเท่านั้น (วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551:87)
           เดือนสิบเอ็ด เรียกว่า เดือนดะโบ๊ะดแว (ม.ค. - ก.พ.) ในเดือนนี้ชาวพม่ารำลึกถึงพระพุทธเจ้าที่ย่อมต้องทรงผจญต่อภัยหนาวเช่นกัน และเชื่อว่าการผิงไฟจะช่วยให้ธาตุ 4 คืนสู่สมดุลย์ ชาวพม่าจึงจัดงานบุญบูชาไฟแด่พระพุทธและพระเจดีย์ ซึ่งเป็นองค์แทนพระพุทธเจ้า เรียกว่างานหลัวไฟพระเจ้า หรือ งานบุญไฟ ปัจจุบันยังคงมีงานบุญเช่นนี้เฉพาะในบางท้องที่ของพม่าตอนบน ในเดือนนี้ยังมีงานกวนข้าวทิพย์ หรือ ถะมะแน ซึ่งจัดในช่วงข้างขึ้นของเดือน กล่าวว่าพม่าจัดงานนี้มาแต่สมัยญองยาง และในเดือนนี้อีกเช่นกันที่ชาวบ้านจะเริ่มเกี่ยวข้าวและปีนเก็บน้ำตาลสดจากยอดตาล ซึ่งพบเห็นทั่วไปในเขตพม่าตอนกลางและตอนบน (วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551:87)
           เดือนสิบสอง เรียกว่า เดือนดะบอง (ก.พ. - มี.ค.) ในเดือนนี้อากาศจะเริ่มคลายหนาว และเริ่มเปลี่ยนไปสู่ฤดูร้อนในช่วงหลังของเดือน ประเพณีสำคัญคืองานก่อเจดีย์ทราย โดยจะก่อทรายเป็นรูปจำลองเขาพระสุเมรุ ทำยอดซ้อนเป็น 5 ชั้น  พม่าเคยจัดประเพณีในยุคราชวงศ์ แต่ปัจจุบันไม่นิยมจัดแล้ว ตามตำนานกล่าวว่าเดือนนี้เป็นเดือนที่เริ่มมีการสร้างเจดีย์พระเกศธาตุหรือพระเจดีย์ชเวดากอง ซึ่งตกในเดือนดะบองเป็นเดือนสำหรับงานบูชาเจดีย์ชเวดากองด้วยเช่นกัน เดือนดะบองเป็นเดือนสำหรับบูชาเจดีย์ชเวดากอง ด้วยเช่นกัน เดือนดะบองนี้ถือเป็นเดือนสุดท้ายของปีตามศักราชพม่า (วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551:88)

[Top]

ประเพณีวันสงกรานต์

           เดือนเมษายนเป็นช่วงหน้าร้อน หรือเรียกว่าเดือนตะคู เป็นเดือนที่ตะวันยามเที่ยงอยู่ตรงศรีษะมากที่สุด ในช่วงนี้น้ำในแม่น้ำลำคลองเริ่มจะแห้ง จริงตามคำกล่าวของพม่าที่ว่า ตะคูน้ำลง กะโส่งน้ำแล้ง (กะโส่ง เริ่มราวกลางเดือนพฤษภาคม) ในปีพ.ศ.1997 พม่ากำหนดเทศกาลสงกรานต์ หรือที่พม่าเรียกว่า ตจั่ง-บแว ในช่วงวันที่ 14-16 เมษายน  (วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551:89)
           พม่าเริ่มศักราชใหม่ในเดือนตะคู และฉลองด้วยประเพณีสงกรานต์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเพณีสิบสองเดือนที่มีสีสันกว่าเทศกาลอื่นๆ สงกรานต์ถือเป็นเทศกาลฉลองวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของชาวพม่า ชาวพุทธพม่าถือว่าช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นเวลาเหมาะ สำหรับการสร้างบุญกุศล จึงนิยมเข้าวัด รักษาศีล ฟังธรรม ตลอดจนประกอบกิจทางศาสนา นอกจากนี้ในช่วงเดือนเมษายน ชาวพม่าจะนิยมจัดงานบวชเณรให้บุตรชาย และจัดงานเจาะหูและบวชชีให้บุตรสาว ดังจะพบเห็นขบวนแห่บวชตามท้องถนนและบนลานเจดีย์ในช่วงเดือนดังกล่าว ฉะนั้นหลังสงกรานต์ แต่ละวัดจึงเต็มไปด้วยเณรและชีมากเป็นพิเศษ นอกจากสงกรานต์จะเป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างกุศลของชาวพุทธพม่าทั้งประเทศแล้ว สงกรานต์ยังเป็นเทศกาลสำหรับเด็ก หนุ่มสาว และคนรุ่นใหม่ที่จะได้มีโอกาสแสดงออกอย่างอิสระ โดยเฉพาะในการเล่นน้ำ ร้องเพลง เต้นรำ ตลอดจนการแต่งตัวตามรสนิยม(วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551:89)
           ในช่วงสงกรานต์จะมีดอกไม้ประจำ 7 ชนิด เรียกรวมว่า ดอกสงกรานต์ หรือ ตะจั่งปาง ที่พบเห็นได้ง่ายคือ ดอกคูณ และดอกประดู่ ดอกประดู่บานหลังฝนเปลี่ยนฤดูที่พม่าเรียกว่า “ฝนสงกรานต์” หรือ “ตะจั่งโม” ในช่วงสงกรานต์ชาวบ้านจะนำดอกประดู่มาบูชาและนำมาแซมผม และก่อนฝนสงกรานต์จะตกชะลงมาชาวบ้านที่มีหัวการค้าจะคอยจองต้นประดูเพื่อรอตัดดอกขาย ประดู่จึงเป็นดอกไม่แห่งเทศกาลสงกรานต์ ช่วยเติมสีสันให้ชีวิตในช่วงต้นฤดูร้อน ส่วนขนมประจำสงกรานต์ที่พบบ่อย คือ ขนมต้ม พม่าเรียก “ลูกขนมลอยน้ำ” หรือ ม่งโลงเหย่บ่อ ชาวพม่านิยมทำขนมต้มเพื่อแจกกันในหมู่ญาติมิตร ส่วนคนที่มีเชื้อสายมอญจะทำข้าวแช่ ที่เรียกว่า ตะจั่งถะมีง แปลว่า “ข้าวสงกรานต์” (วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551:91)
           การเล่นน้ำสงกรานต์ในพม่ามีระดับความนุ่มนวลมากน้อยต่างกันตามวิสัยสุภาพที่สุดจะใช้ใบหว้าจุ่มน้ำจากขันเงินแล้วประพรมที่ไหล่ ใบหว้าถือเป็นไม้นามมงคล พม่าเรียกว่า อ่องตะปแหย่ แฝงนัยว่า “สัมฤทธิ์” ชาวพม่านิยมบูชาพระด้วยใบหว้า จากนั้นอาจนำมาประดับบ้าน ร้านค้า และพาหนะ หรือพกติดตัวเป็นมงคล การรดน้ำอีกวิธีหนึ่งที่สุภาพคือการรินรดน้ำที่ไหล่ ส่วนการเล่นน้ำที่เน้นความสนุกสนานนั้น มีทั้งสาดใส่กัน และฉีดด้วยสายยาง ที่ใช้ถุงปาใส่กันก็มี ภายหลังทางการพม่าสั่งห้ามเด็ดขาด กำหนดโทษหนักถึงจำคุก   (วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551:91-92)
           โดยเฉพาะในเมืองย่างกุ้งและมัณฑะเลย์จะมีบรรยากาศการเล่นสงกรานต์ที่คึกคัก ตามถนนจะมีปะรำสำหรับการแสดงดนตรี ร้องรำ และเล่นสาดน้ำ ในย่างกุ้งแต่ละกระทรวงจะสร้างปะรำเพื่อให้ประชาชนเล่นน้ำและดูการแสดง โทรทัศน์จะแพร่ภาพ และเพลงสงกรานต์จะดังครึกครื้นตลอดวัน ปะรำบันเทิงมักจะมีอยู่ทุกเส้นทาง และทุกประรำจะเดินสายยางฉีดน้ำพวยพุ่งราดรดผู้คนที่ผ่านไปมา  ส่วนการแสดงบนเวทีจะมีนักร้องและดาราภาพยนตร์หมุนเวียนมาร้องเพลงไปตามปะรำ ส่วนใหญ่เป็นเพลงแนวร่วมสมัย วัยรุ่นส่วนใหญ่จะละจากผ้าถุงและโสร่ง หันไปแต่งกายตามสมัยนิยม อย่างไรก็ตาม แม้พม่าจะนิยมเล่นน้ำสงกรานต์กันรุนแรง บางทีออกจะเล่นกันเกินขอบเขต แต่ก็เว้นที่จะไม่สาดน้ำพระสงฆ์ ชี โยคี และผู้ถืออุโบสถศีล (วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551:92)
           พอพ้นจากวันเล่นน้ำ 3 วัน ก็จะเป็นวันขึ้นปีใหม่ ชาวพม่าจะถวายดอกไม้บูชาประทีป สรงน้ำ และขอพรกับพุทธรูปพุทธเจดีย์ ฟังสวดมงคลสูตรที่โรงธรรมกลางบ้าน และถวายอาหารแด่พระสงฆ์ มีการจัดงานคารวะครูอาจารย์ สระผมและตัดเล็บให้ผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งที่บ้านและที่พักคนชรา พร้อมกับมอบเครื่องนุ่งห่มใหม่แด่ผู้ใหญ่ที่ตนเคารพ อีกทั้งทำงานไว้ชีวิตวัวควาย ปล่อยนก ปล่อยปลา  เจดีย์และวัดสำคัญ จะเนื่องแน่นไปด้วยผู้คนนับแต่เช้าจรดค่ำ โดยเฉพาะในเมืองย่างกุ้ง ผู้คนจะนิยมไปไหว้พระขอพรกัน เจดีย์ชเวดากอง มหาวิชยะเจดีย์ เจดีย์กะบาเอ้  เจดีย์ซูเหร่ พระเช่าก์ทัตจี พระงาทัตจี พระโกทัตจี และวัดแหม่ละมุ(วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551:92-93)

sil 3  sil 4
ที่มาของภาพ https://news.mthai.com/social-news/490515.html

sil 5  sil 6
ที่มาของภาพ http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9570000043956&Html=1&TabID=3&

[Top]

งานไหว้พุทธเจดีย์

           งานไหว้พุทธเจดีย์ในพม่า นิยมจัดกันในเดือนดะส่องโมง (ต.ค. - พ.ย.) อันเป็นเดือนพ้นฤดูฝน หลังออกพรรษา และหมดภาระจากการเก็บเกี่ยวพืชผลในไร่นา ชาวพุทธพม่ามีเจดีย์เป็นที่พึ่งทางใจ การไหว้พระเจดีย์ในช่วงงานฉลององค์พระ จึงนับเป็นโอกาสอันสำคัญที่ชาวพุทธพม่าให้ความสำคัญ เพราะนอกจากจะเป็นช่วงเวลาแห่งการทำบุญสร้างกุศลแล้ว ยังเป็นช่วงเวลาแห่งความบันเทิง  (วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551:94)
พม่าเรียกเจดีย์ ว่า พยา มีความหมายเทียบได้กับ “พระ” พม่าถือว่าพุทธเจดีย์เป็นองค์แทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เขตเจดีย์ไม่นับเป็นเขตพำนักของสงฆ์หรือชี หากแต่กำหนดไว้เป็นเขตสำหรับปฏิบัติบูชา เพื่อที่ชาวพุทธพม่า ไม่ว่า สงฆ์ ชี โยคี หรือฆราวาสจะมาสวดมนต์ นั่งสมาธิ และขอพร ส่วนงานไหว้พุทธเจดีย์พม่า เรียกว่า พยา-บแวด่อ คำว่า พยา หมายถึง พุทธเจดีย์ ดังกล่าวแล้ว บแว หมายถึง งาน ตรงกับคำว่า ปอย ในภาษาคำเมือง ส่วน ด่อ เป็นปัจจัยพิเศษเติมท้ายคำนาม มักใช้กำกับบ่งชี้สิ่งอันควรเทิดทูน อาทิ ประเทศ ชาติ กองทัพ และพระราชวัง เป็นต้น  (วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551:95)
          ชาวพม่ามักนิยมไหว้พระเจดีย์กันอยู่เป็นนิจ ในเมืองย่างกุ้งมีพระเจดีย์ชเวดากอง ซึ่งเป็นเจดีย์ที่ชาวพม่าเคารพศรัทธาสูงสุด ด้วยเชื่อว่ามีพระเกศาธาตุบรรจุไว้ 8 เส้น หากต้องเดินทางไกล หรือกลับคืนมาจากแดนไกล หรือเพียงมาเยี่ยมเยือนเมืองย่างกุ้ง ชาวพุทธพม่ามักจะต้องมาสักการะพระเจดีย์ชเวดากองเพื่อเป็นสิริมงคล ชาวบ้านมักหาเวลาว่างมาเที่ยวเจดีย์ บ้างสรงน้ำพระประจำวันที่ตั้งอยู่ตามเชิงเจดีย์ บ้างมาทำบุญปิดทององค์เจดีย์ บ้างมาขอพรจากองค์พระเจดีย์หรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่รายรอบบนลานเจดีย์ อาทิ พระสิวลี พระอุปคุต พ่อปู่โพโพจี และผู้วิเศษที่พม่าเรียกว่า ทุตยะเป้าก์ บ้างมาเที่ยวชมสินค้าและเลือกหาหนังสือธรรมะที่วางขายตามบันไดสู่องค์พระและบ้างมาดูหมอ หรือ มาเดินเที่ยวเล่นในยามว่าง แต่ละวันเขตเจดีย์สถานในพม่าจึงเป็นสถานที่ที่ชาวพม่ามาทำบุญขอพร และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง (วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551:95)
          การไปไหว้พระเจดีย์นั้น พม่ามีธรรมเนียมอยู่ว่าทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใด  เมื่อเข้าในเขตพุทธเจดีย์จะต้องถอดรองเท้านับแต่เริ่มย่างสู่ทางเข้าเจดีย์นั้น ในประวัติศาสตร์พม่าเคยเกิดกรณีพม่าประท้วงชาวต่างชาติ เมื่อปี ค.ศ.1918 เนื่องจากชาวต่างชาติไม่ยอมถอดรองเท้าเมื่อเข้าเขตพุทธเจดีย์ ชาวพม่าจึงใช้เป็นชนวนต่อต้านอังกฤษที่ปกครองพม่าอยู่เวลานั้น โดยวาดการ์ตูน แสดงภาพชาวต่างชาติชายหญิงสวมรองเท้าขึ้นคร่อมหลังชายพม่าที่เดินเท้าเปล่าในเขตลานเจดีย์ การสวมรองเท้าหรือถุงเท้าเข้าเขตเจดีย์จึงถือเป็นข้อห้ามสำหรับทุกคน (วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, 2551:95)

sil 7

ที่มาของภาพ http://www.manager.co.th/qol/ViewNews.aspx?NewsID=9590000023010

[Top]

ศิลปะการแสดง

           ศิลปะการแสดงถือเป็นส่วนสำคัญในงานบุญของพม่าที่สร้างความบันเทิงแก่ผู้ร่วมงาน ซึ่งศิลปะการแสดงต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นการแสดงที่เป็นลักษณะประเพณีนิยม โดยได้รับการพัฒนาปรับเปลี่ยนมาจากการแสดงในราชสำนักพม่าในอดีต ก่อนหน้านั้น ศิลปะการแสดงหลายประเภทได้หยิบยืมมาจากกลุ่มวัฒนธรรมใกล้เคียง เช่น มอญ อินเดีย จีน ฉาน อยุธยา เป็นต้น ส่วนใหญ่ต่างก็มีพื้นฐานรากเหง้าการแสดงจากบทประพันธ์ของมหากาพย์ฮินดู หรือเป็นที่รู้จักกันในนามของรามายณะ นอกจากนั้นยังมีเรื่องราวนิทานชาดกทางพุทธศาสนา ซึ่งเชื่อมโยงถ่ายถอดกันมาในภูมิภาคนี้ (นฤมล ธีรวัฒน์ และคณะ.2551:207-215)
          เมื่อคราวที่กรุงศรีอยุธยาเสียกรุงครั้งที่ 2 ในปีพุทธศักราช 2310 นั้นมีการกล่าวถึงเหตุการณ์หลังสงครามว่า พม่าได้กวาดต้อนเชลยชาวกรุงศรีอยุธยาไปเป็นจำนวนมาก โดยเน้นกลุ่มช่าง นักดนตรี และนักแสดง ซึ่งพระเจ้าปดุงโปรดแต่งตั้งให้กลุ่มเจ้านายและขุนนางของราชสำนักอยุธยาเป็นผู้ศึกษาและถ่ายทอดความรู้เชิงนาฏศิลป์ และดนตรีให้แก่กลุ่มนักแสดงในราชสำนักของพระองค์ การแสดงที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในสมัยนั้น ได้แก่ การแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ การแสดงดังกล่าวยังมีอิทธิพลต่องานศิลปะแขนงอื่นๆ เช่น เครื่องเขิน ไม้แกะสลัก เป็นต้น อนุสรณ์ของกลุ่มแสดงนาฏศิลป์ชาวอยุธยาที่ยังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน คือ ศาลพระราม ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชุมชนพม่าเชื้อสายอยุธยาที่มัณฑเลย์ (นฤมล  ธีรวัฒน์ และคณะ.2551:207-215)
ศิลปะการแสดงที่สืบทอดมาจากอดีตและยังคงได้รับความนิยมชมชอบอยู่ในสังคมพม่าในปัจจุบันได้นั้น เห็นจะต้องยกให้การแสดง 2 ประเภทอัน ได้แก่ ซะปแว หรือ ลิเกพม่า และโย่วเต คือหุ่นชักหรือหุ่นกระบอก การแสดงทั้ง 2 นี้ถือเป็นคู่แข่งกันในทุกๆ งานบุญ การแสดงจะเริ่มตั้งแต่ตอนเย็นถึงรุ่งเช้า โดยเน้นเรื่องราวนิทานพื้นบ้านหรือชาดกทั่วไป (นฤมล  ธีรวัฒน์ และคณะ.2551:207-215)

[Top]

ซะปแว

          เมื่อมีงานบุญที่ไหนก็จะต้องได้ดูลิเกพม่าที่นั่น ควบคู่ไปกับการแสดงหุ่นชัก เนื้อเรื่องส่วนหนึ่งที่ซะปแวนำมาแสดงไม่ต่างไปจากหุ่นชัก คือมาจากนิทานชาดก ที่ต่างกันอยู่ตรงผู้แสดงระหว่างคนกับหุ่นชัก อันที่จริงชาวไทใหญ่ก็มีการแสดงที่เหมือนซะปแว ซึ่งเรียกว่า จ้าดไต โดยเรียก ซะปแวว่า จ้าดพม่า ซึ่งคำว่า ซะ หรือ จ้าด มาจากคำว่า ชาตก หรือ ชาดก ในภาษาไทย ขั้นตอนการแสดงซะปแวเริ่มจากหัวหน้าหรือครูอาวุโสของคณะทำพิธีขอพรจากนัต ช่วยคุ้มครองให้การแสดงชุดนี้สำเร็จลุล่วงและได้รับความนิยมชมชอบจากผู้ชม โดยใช้ของเซ่นไหว้ที่มีกล้วยกับมะพร้าวเป็นหลัก หลังจากพิธีเสร็จแล้วดนตรีปี่พาทย์จะเริ่มประโคมเพื่อเป็นการโหมโรงเรียกผู้ชมเข้ามาดู เมื่อได้เวลาแสดงจะมีนักแสดงชาย 2 คน แต่งกายและพูดจาตลกขบขัน ที่พม่าเรียกว่า ลูชวีนด่อ ออกมาพูดคุย เกริ่นนำเรื่องราวที่จะแสดงในวันนั้นๆ เมื่อเล่าเรื่องราวต่างๆ เสร็จแล้วจึงเริ่มแนะนำตัวนักแสดงทีละคนว่าใครมีบทบาทอะไรในท้องเรื่อง พร้อมกันนั้นนักแสดงก็จะออกมานำเสนอตัวเองโดยการโชว์ทีเด็ดส่วนตัว อาทิ บางคนรำสวย บางคนร้องเก่งเสียงดี หรือบางคนก็พูดอ้อนผู้ชมเก่ง ในส่วนนี้ถือเป็นฉากแรกโดยเรียกว่า เอ้าเปี๊ยะ หรือการแสดงเป็นชุดๆ นั่นเอง (นฤมล ธีรวัฒน์ และคณะ, 2551,:220)
          หลังจากที่โชว์ตัวนักแสดงเสร็จแล้วจึงเริ่มแสดงตามเนื้อหาของเรื่อง โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรกเป็นการแสดงเรื่องสมัยใหม่ ซึ่งคณะซะปแวนั้นๆ เป็นผู้ประพันธ์เรื่องราวขึ้นเอง ส่วนใหญ่มักจะมีเนื้อหาในชีวิตประจำวันทั่วไป เช่น ความรักของหนุ่มสาวที่มีอุปสรรค หรือ เรื่องราวของเมียน้อยเมียหลวง ช่วงนี้เองที่เป็นการพิสูจน์ว่าซะปแวคณะใดสามารถประพันธ์บทละครและแสดงได้ถูกใจผู้ชม ส่วนช่วงสุดท้ายเป็นการแสดงเรื่องราวของชาดกต่างๆ ไปจนถึงรุ่งเช้า โดยมีนักแสดงชาย 2 คน ออกมาเกริ่นก่อนในช่วงแรก เสร็จแล้วก็นั่งอยู่หน้าเวทีตลอดเวลา เพื่อคอยสอดแทรกเนื้อหาดำเนินเรื่องราวตอนต่างๆ หรือในบางครั้งก็มีการเสริมมุกตลกบ้าง หยอกล้อนักแสดงบ้าง จนกว่าการแสดงจะจบ ซึ่งทั้ง 2 ต้องเป็นผู้ปิดรายการด้วย ในการแสดงซะปแวครั้งหนึ่งนั้น จะใช้เวลาตั้งแต่ตะวันตกดินจนถึงเช้าตรู่ของวันใหม่ เพราฉะนั้นผู้ชมซะปแวต้องเตรียมอุปกรณ์การชมไว้ตั้งแต่กลางวัน นั่นคือ เสื่อ หมอน ขนมหรือของขบเคี้ยวทั่วไป แต่บางคนทนง่วงไม่ไหวมักจะนอนหลับก่อนเพื่อรอดูฉากที่ตนเองชอบหรือฉากสำคัญ (นฤมล ธีรวัฒน์ และคณะ, 2551:221)

sil 8ที่มาของภาพ http://www.hotsia.com/burma-info/dawei/loy-krathong/index.shtml

[Top]

โย่วเต

          หุ่นชักพม่าเป็นศิลปะที่นิยมในราชสำนักพม่า  เป็นการแสดงที่สื่อถึงนัยยะสำคัญทางการเมือง เรื่องราวต่างๆ ในราชสำนักที่ไม่สามารถพูดถึงอย่างตรงไปตรงมาได้ ในอดีตผู้ชักหุ่นต้องเป็นชายเท่านั้น นักเล่นหุ่นชักหลายคนได้รับการยกย่องให้เป็นถึงขุนนาง เช่น อูปุ๊ ผู้มีสิทธิกินส่วยจาก 12 หัวเมือง เป็นต้น แต่ต่อมาในภายหลังเริ่มมีการถ่ายทอดความรู้หุ่นชักพม่าให้แก่ผู้หญิง อาทิเช่น คณะแสดงหุ่นมัณฑะเลย์ อาจารย์ผู้ควบคุมคณะได้ถ่ายทอดวิชาให้แก่ลูกและหลานที่เป็นผู้หญิง เพื่อสืบทอดวิธีการชักหุ่นพม่าตามรูปแบบที่มีมาแต่โบราณ นอกจากผู้ชักหุ่นแล้วยังมีนักร้องและนักดนตรีวงปี่พาทย์ เสียงและคารมของนักร้องนับเป็นจุดเด่นและปัจจัยวัดความสำเร็จของคณะหุ่นชัก  การแสดงหุ่นชักได้แพร่กระจายจากราชสำนักในช่วงปลายสมัยราชวงศ์คองบองไปสู่พม่าตอนล่าง หลังจากที่อังกฤษยึดครอง โดยนิยมเล่นกันในเมืองย่างกุ้ง ความล่มสลายของราชสำนักพม่าทำให้คณะหุ่นชักเดินทางไปแสดงนอกเมืองมัณฑะเลย์มากขึ้น(นฤมล ธีรวัฒน์ และคณะ, 2551:222)

         เรื่องราวที่นำมาใช้เล่นหุ่นกระบอกจะมีความแตกต่างกันไปแต่ละคณะ  มักนิยมเขียนบทขึ้นเพื่อแสดงเอง และไม่มีการหยิบยืมเรื่องราวระหว่างคณะมาใช้เล่นโดยเด็ดขาด แต่บทเพลงที่ใช้ประกอบการเล่นอาจมีการหยิบยืมใช้บ้าง เนื้อหาในการเล่นหุ่นมักเป็น ชาดก นิทานพื้นบ้าน ตำนานเกี่ยวกับนัตหรือองค์เจดีย์ เรื่องราวบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์พม่า และ รามายณะ เป็นต้น ซึ่งแสดงผ่านหุ่นทั้งสิ้น 36 ตัว ต่อมาบางคณะใช้หุ่นทั้งสิ้น 32 ตัว หรือ 24 ตัว และในขณะที่ไม่มีการแสดง หุ่นทุกตัวจะถูกเก็บรักษาไว้บนหิ้งเป็นอย่างดี (ประภาศรี ดำสอาด, 2542:18)

sil 9 ที่มาของภาพ http://board.trekkingthai.com/board/show.php?forum_id=2&topic_no=329450&topic_id=334315&sort=reply_id&by=desc

[Top]

อะเญ่ย

        หมายถึงการแสดงตลกแบบพม่า การแสดงชนิดนี้ผู้แสดงส่วนใหญ่เป็นผู้ชายแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีฉูดฉาดสะดุดตา นุ่งโสร่งลายตารางโตๆ สวมเสื้อป้ายอกและมีผ้าโพกศรีษะ ส่วนนักแสดงหญิงมักแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่สวยงามสีนวลตา สวมเสื้อเกาะอกแล้วสวมด้วยเสื้อที่มีชายงอน นุ่งผ้าซิ่นลูนตยา โดยต่อเชิงผ้าสีขาวให้ยาวออกไป เมื่อได้เวลาแสดงก็จะเริ่มด้วยการแสดงฟ้อนรำเดี่ยวของมีนตะมีที่ออกมาร่ายรำในท่วงท่าต่างๆ ด้วยทำนองเพลงสนุกสนานจากวงษ์ปี่พาทย์ที่อยู่ด้านหน้า (นฤมล ธีรวัฒน์ และคณะ, 2551:225)
        คนพม่ามีวิธีสังเกตว่ามีนตะมีคนไหนรำเก่งหรือไม่นั้น โดยดูจากว่าใครที่ต่อชายผ้าซิ่นลูนตยาได้ยาวที่สุดแล้วรำโดยที่ชายผ้านั้นไม่ไปพันกับเท้า และในขณะที่รำ ผ้าก็พลิ้วไหวเป็นคลื่นไปตามจังหวะการรำถือว่ามีนตะมีคนนั้นเก่งและมีชื่อเสียงมาก หลังจากฟ้อนรำเปิดตัวจบลงไปแล้ว นักแสดงชายจำนวน 5-6 คน ซึ่งเรียกว่า ลูชวินด่อ จะออกมาแสดงท่าทางอากัปกิริยาต่างๆ หรือใช้คำพูดที่ชวนให้ตลกขบขัน โดยใช้ผ้าโพกหัวเป็นอุปกรณ์หลัก สร้างสมมติว่าเป็นสิ่งของ สัตว์ต่างๆ หรืออะไรก็ได้ตามแต่จะจินตนาการ ที่สำคัญจะต้องเรียกเสียงหัวเราะให้ได้มากที่สุด พร้อมทั้งมีการแสดงฟ้อนรำสลับกันไปบ้างแล้วแต่เทคนิคของแต่ละคณะ นักท่องเที่ยวสามารถพบเห็นการแสดงอะเญ่ยนี้ได้ตามงานวัดทั่วไปเช่นเดียวกับการแสดงอื่นๆ (นฤมล ธีรวัฒน์ และคณะ,  2551:225-226)

sil 10ที่มาของภาพ http://www.hotsia.com/burma-info/mandalay/mintha-myanmar-traditional-dance

[Top]

เครื่องดนตรี

        ในบรรดาเครื่องดนตรีที่มีอยู่ในภูมิภาคนี้ เครื่องดนตรีพม่านับว่าเป็นเครื่องดนตรีที่มีความสวยงามประณีต เด่นสะดุดตาจนเป็นที่รู้จักกันทั่วไป นอกจากความงามและอรรถรสทางเสียงของเครื่องดนตรีพม่า ยังมีความไพเราะและจังหวะที่แปลกออกไปจากดนตรีในภูมิภาคนี้ การจำแนกเครื่องดนตรีแบบพม่านั้นแตกต่างกันจากแบบไทย กล่าวคือ ดนตรีไทยได้แบ่งชนิดของเตรื่องดนตรีไว้เป็น 4 ประเภทคือ เครื่องดีด สี ตี และเป่า แต่พม่านิยมแบ่งประเภทเครื่องดนตรีเป็น 5 ประเภท คือ ทองเหลืองหรือเครื่องโลหะ เครื่องสาย เครื่องหนัง เครื่องลม และเครื่องตี โดยมีคำเรียกให้คล้องจองเป็นภาษาพม่าว่า เจ โจ ตะเหย่ เหล่ โค่ว (นฤมล ธีรวัฒน์ และคณะ, 2551:207)

[Top]


อ้างอิง

[Top]

ผู้ใช้งานออนไลน์

มี 133 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

จำนวนผู้ใช้งาน

050471
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ที่แล้ว
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
166
154
1281
48095
2518
6712
50471

Your IP: 54.167.15.6
2018-12-15 21:47

แสดงรูปภาพแบบสุ่ม

05.jpg

ติดต่อ-ประสานงาน

ศูนย์เมียนมาร์ศึกษา

มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร แม่สอด
เลขที่ 222 ม.7 ต.แม่ปะ 
อ.แม่สอด จ.ตาก 63110
โทร. 095-316-8999

 facebook     youtube 

email     twitter