ค้นหาข้อมูล

ประวัติศาสตร์

การลงทุน

| ประวัติ | บิดาแห่งภาพยนตร์พม่า | วิน อู พระเอกชื่อดังของพม่า | อ้างอิง |

ประวัติ

      ก่อนที่จะมีภาพยนตร์อย่างตะวันตกนั้น ประชาชนในเมียนมามีการแสดงหุ่นกระบอก โดยมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายจากปี1895 เป็นการฟ้อนที่เรียกว่า “Zat Pwe” ที่ภายหลังมีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์พม่าอย่างมาก  กระทั่ง ค.ศ.1901 นาย Abudullay Esofally ชาวอังกฤษ เป็นคนแรกที่นํากล้องถ่ายภาพยนตร์เข้ามาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้แน่นอนว่าที่แห่งนั้นคือ “ย่างกุ้ง” ขณะยังถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของอินเดีย ภายใต้การปกครองของเจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษ ทําให้ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ในยุคแรกของพม่าถ่ายทําโดยชาวอังกฤษและเกิดโรงภาพยนตร์แห่งแรกคือ “Cinema de Paris”


       เมื่อปีค.ศ.1905 มีภาพยนตร์เกี่ยวกับการทําสงครามระหว่างสหภาพโซเวียตและญี่ปุน โดยในฉากที่ฝ่ายทหารญี่ปุ่นได้รับชัยชนะ ผู้ชมชาวพม่าในโรงภาพยนตร์ต่างลุกขึ้นยืนบนเก้าอี้ไชโยโห่ร้องในความพ่ายแพ้ของทหารรัสเซียเป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่สะท้อนว่า ชาวเอเชียผิวเหลืองก็เอาชนะฝรั่งตาสีฟ้าได้ [1]

[Top]

บิดาแห่งภาพยนตร์พม่า

 mv1โปสเตอร์ของภาพยนตร์เรื่อง Love and Liquor ภาพยนตร์เรื่องแรกที่สร้างโดย U Ohm Maung

          U Ohm Maung ถูกยกย่องให้เป็นบิดาของภาพยนตร์พม่าเพราะเป็นคนแรกที่ถ่ายทําภาพยนตร์เมื่อ ปี ค.ศ.1920 จากเดิมที่ก่อนหน้านั้นอุตสาหกรรมภาพยนตร์พม่าถูกสร้างโดยชาวอังกฤษ และการร่วมทุนสร้างกับอินเดีย ภาพยนตร์พม่าเรื่องแรกของ U Ohm Maung คือ Metta Hnint Thuya (Love and Liquor – Myitta Nit Athuyar) แม้จะเป็นการปกครองด้วยระบบสังคมนิยม แต่ในภาพยนตร์ก็มีหลักคําสอนทางพุทธศาสนา ต่างกับ สังคมนิยมบางประเทศที่ไม่เหลือศาสนา โดยภาพยนตร์พม่าช่วงแรก มักเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธศาสนาและพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า เรื่องราว ความรัก ตํานานและไสยศาสตร์และเรื่องเกี่ยวกับการเมือง กระทั่งช่วงทศวรรษ 1930 Aung Thapyay สร้าง ภาพยนตร์ที่เป็นเรื่องราววันสุดท้ายที่กษัตริย์ปกครองพม่า (พระเจ้าธีบอ) แน่นอนว่าภาพยนตร์เรื่องนั้นถูกสั่ง ห้ามฉายโดยรัฐบาลอย่างไม่ต้องสงสัย ความรุ่งเรืองของอุตสาหกรรมภาพยนตร์พม่า ทําให้เกิดงานประกาศรางวัลอคาเดมีอวอร์ดครั้งแรกในนคร ย่างกุ้งเมื่อ ค.ศ.1952 ซึ่งยังคงจัดต่อเนื่องถึงปัจจุบัน
         เครื่องมือต่อต้านอาณานิคม ปีค.ศ.1940 U Nu ได้เป็นผู้ช่วยกํากับภาพยนต์เรื่อง Boycotta เป็นเรื่องราวการเดินทางไปญี่ปุนของ นาย พลอองซาน เพื่อเจรจากับหน่วยงานลับให้เกิดกองกําลังปลดปลอย พม่า นี่เป็นจุดหนึ่งที่ทําให้เห็นว่าการผลิตภาพยนตร์ของพม่าเชื่อมโยงกับการต่อต้านอาณานิคม หลังสงครามโลกสิ้นสุดลงแล้ว ปีค.ศ.1948 พม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ รัฐบาลที่เข้ามาขณะนั้นสนับสนุน การผลิตภาพยนตร์อย่างมาก
         ยุคสังคมนิยม กับกฎเหล็กที่ผู้สร้างหนังต้องเผชิญ นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียบอกว่า ปีค.ศ.1962-1988 นายพลเนวิน ขึ้นครอง อํานาจ มีการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์อย่างละเอียด ห้ามมีเรื่องแม่มด  ปีศาจ  คนทรง และทุนนิยม ยุคนี้เป็นช่วงที่ ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์น้อยลง ไม่มีเรื่องกู้ชาติเช่นเมื่อครั้งเป็นอาณานิยมของอังกฤษ “ช่วงนี้เกิด (1) ภาพยนตร์คอร์ปอเรชั่นคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กฎระเบียบและการกระจายตัวของ ภาพยนตร์) และ (2) สภาภาพยนตร์เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของภาพยนตร์โดยรัฐบาลพยายามที่จะควบคุมทุกขั้น ตอนของการผลิต “ช่วงนี้มีภาพยนตร์ที่รัฐบาลทหารสร้างคือเรื่อง ‘ที่รักแผ่นดิน’ ซึ่งไม่ประสบความสําเร็จ
        ผู้สร้างภาพยนตร์ในพม่าต้องขออนุญาตจากรัฐบาลซึ่งพยายามควบคุมทุกขั้นตอน  
โดยมีกฎการเซ็นเซอร์11 ข้อ คือ
        1) สิ่งที่เป็นอันตรายต่อโครงการสังคมนิยมพม่า
        2) สิ่งที่เป็นอันตรายต่ออุดมการณ์ของรัฐ
        3) สิ่งที่เป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจสังคมนิยม
        4) อะไรที่อาจจะเป็นอันตรายต่อความเป็นปึกแผ่นของชาติ และความสามัคคี
        5) อะไรที่อาจจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของกฎหมาย สันติภาพ และความสงบเรียบร้อย ของประชาชน
        6) ความคิดใดๆ ที่ไม้ถูกต้องและมีความคิดเห็นที่ไม่สอดคล้องกับเวลา
        7) คําอธิบายใดๆ ที่แม้ว่าจะถูกต้องจริง, ไม่เหมาะสมเพราะเวลาหรือสถานการณ์ของการเขียนของพวกเขา
        8) ภาพใดๆ ลามกอนาจาร (โป้)
        9) สิ่งใดๆ ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการก่ออาชญากรรมและความโหดร้ายผิดธรรมชาติและความรุนแรง
        10) การวิจารณ์ของ ชนิดที่ไม่สร้างสรรค์ในการทํางานของหน่วยงานภาครัฐใดๆ
        11) กลั่นแกล้งหรือใส่ร้ายบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
        ทหารที่เข้ามายึดอํานาจมองว่าภาพยนตร์คือสิ่งเป็นพิษ ทําร้ายและมอมเมาประชาชน เมื่อปฏิวัติ แล้วภาพยนตร์จะเสนอแบบ Realistic เช่น การสร้างความสามัคคีระหว่างชาติพันธุ์การเสนอความงามของกลุ่ม ชาติพันธุ์อื่นด้วยสีหน้ามีความสุข ไม่มีปัญหาสังคม ทั้งนี้สมัยที่ พลเอก ขิ่น ยุ่นต์เป็นนายกฯ มีการสนับสนุน ภาพยนตร์กระทั่งเกิดพิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์พม่า ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของนครย่างกุ้ง “แม้ว่าการเซ็นเซอร์ในปัจจุบันจะไม่เข้มงวดอย่างในอดีต แต่ก็ไม่ใช่อิสระ 100 เปอร์เซ็นต์เช่น The Moon Princess เกี่ยวกับสาวหอคําของพระเจ้าธีบอ ถูกห้ามฉายในกรุงเนปีดอว์”
         ‘รักสามเศร้า’ อิทธิพลจากผู้สร้างภาพยนตร์พม่ายุคสังคมนิยม ช่วงนี้เองที่เกิดภาพยนตร์ประเภท “รักสามเศร้า” เพราะผ่านการเซ็นเซอร์เร็วที่สุด “ทั้งนี้ในการเซ็นเซอร์ ผู้สร้างต้องจ่ายค่าตรวจให้คณะกรรมการ และแม้หนังจะเข้าโรงฉายแล้วก็มีสิทธิถูกถอด ได้ทุกเมื่อ”
        ค.ศ.1962 วิน อูหรือฉายาว่า “เจมส์ดีน ของพม่า” เป็นดาราที่แสดงภาพยนตร์มากที่สุดคือ 93 เรื่อง ซึ่งเป็น ช่วงเดียวกับที่มีโรงหนังมากที่สุดคือ 442 แห่ง เขาเป็นไอคอนด้านแฟชั่น เป็นสัญลักษณ์ของการแลกเปลี่ยนระหว่างวัฒนธรรมตะวันตกกับวัฒนธรรมพม่า โดยรับและปรับให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมพม่า  (ดร.เจน เอ็ม.เฟอร์ กูสั น)

 mv2
วิน อู พระเอกชื่อดังของพม่า

        ปัจจุบันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศเมียนมาร์ เริ่มค่อยๆ กลับมาคึกคักมากขึ้นอีกครั้ง หลังจาก รัฐบาลประกาศผ่อนคลายความเข้มงวดของระบบเซ็นเซอร์ ซึ่งใช้มานานหลายสิบปีในยุคเผด็จการทหาร หลังจากอยู่ภายใต้การปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารมาเกือบ 50 ปี อุตสาหกรรมผลิตภาพยนตร์ในเมียนมาร์ ก็เริ่มกลับมามีความคึกคักขึ้นอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ประกาศปฏิรูปประชาธิปไตย และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีอิสระในการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น
        ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ภายใต้รัฐบาลใหม่ บรรดาสื่อมวลชนเมียนมาร์ มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังการประกาศยกเลิกกฎหมายเซ็นเซอร์สื่อ แต่ในวงการภาพยนตร์ หนังแต่ละเรื่องยังคงต้องผ่านการตรวจสอบจากทางการก่อนออกฉาย ทำให้คนทำหนังส่วนใหญ่ ยังลังเลที่จะผลิตภาพยนตร์เนื้อหาอ่อนไหว ซึ่งเคยเป็นสิ่งต้องห้ามในอดีตออกสู่สายตาสาธารณชน
        อย่างไรก็ตาม เซย์ปาร์ ผู้กำกับภาพยนตร์วัย 35 ปี กำลังทดสอบข้อจำกัดนี้ ด้วยการทำหนังซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการลุกฮือประท้วงของนักศึกษาพม่า ซึ่งเป็นที่มาของการใช้กำลังทหารปราบปรามประชาชนจนเป็นเหตุนองเลือดเมื่อปี 2531
เนื้อหาเช่นนี้เคยเป็นประเด็นต้องห้ามจนกระทั่งเมื่อ 2 ปีก่อน ขณะที่เซย์ปาร์ บอกว่า เหตุผลที่เขาทำหนังเรื่องนี้ก็เพื่อต้องการบอกเล่าประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้รู้ว่า เคยมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในอดีต
หากหนังของเซย์ปาร์ได้รับอนุญาตให้ออกฉาย มันจะกลายเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของเมียนมาร์ ที่ตีแผ่เหตุการณ์รัฐบาลปราบปรามนักศึกษา และพลเรือน ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 พันราย และถูกจับอีกหลายพันคน
จากข้อมูลของสมาคมภาพยนตร์เมียนมาร์ ในช่วงก่อนยุคเผด็จการทหารเมื่อประมาณ 60 ปีก่อน ดินแดนแห่งนี้เคยมีธุรกิจภาพยนตร์ที่รุ่งเรือง และมีหนังผลิตออกมากว่า 240 เรื่อง แต่ปัจจุบัน ยอดการผลิตหนังเหลือเพียงปีละ 17 ถึง 20 เรื่อง ส่วนใหญ่ใช้เวลาถ่ายทำเพียงไม่กี่วัน หรือไม่กี่สัปดาห์
        โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์มากประสบการณ์ผู้หนึ่งเปิดเผยว่า อุตสาหกรรมหนังในเมียนมาร์ น่าจะใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าจะฟื้นตัวเต็มที่ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังคงไม่กล้า หรือไม่รู้ว่าอิสรภาพในการคิดงานศิลปะเป็นอย่างไร หลังตกอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการมานานหลายสิบปี
        นอกจากนี้ จำนวนโรงภาพยนตร์ในเมียนมาร์ก็มีลดน้อยลง โดยหลายโรงมีสภาพเก่าทรุดโทรม และมีการบริหารจัดการที่ย่ำแย่ ขณะที่โรงอื่นๆที่เหลือก็ทยอยถูกทุบทิ้งไปเป็นจำนวนมาก
แม้นักชมภาพยนตร์หลายคนรู้สึกตื่นเต้นที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์เมียนมาร์จะกลับมาคึกคักขึ้นอีกครั้ง แต่พวกเขาก็อยากเห็นคนทำหนังในประเทศ ผลิตหนังที่ดีมีคุณภาพกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ผู้คนในวงการภาพยนตร์เมียนมาร์ยอมรับว่า ยังคงเป็นเรื่องยากที่ชาวเมียนมาร์จะได้ชมภาพยนตร์ที่ผลิตเองในประเทศ และมีคุณภาพดีในเร็ววันนี้ เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงประสบปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์ถ่ายหนังที่ทันสมัย และเหมาะสม รวมถึงเงินทุนในการถ่ายทำอีกด้วย
        ขณะเดียวกัน ปัญหาด้านการเมือง และการคอรัปชั่น ตลอดจนการขาดแรงสนับสนุนจากรัฐบาล ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมหนังเมียนมาร์ ยังคงต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร
(Phanuwat Auandomchaisakul)[2]
        โรงฉายกว่า 90% คือโรงฉายแบบ Stand Alone (โรงใหญ่ ฉายได้ทีละเรื่อง เหมือนสกาล่า) ในช่วง 1- 2 ปีนี้ กำลังมีโรงหนังแบบมัลติเพล็กซ์เข้าไปในห้างสรรพสินค้าเพิ่มขึ้นแต่โรงหนังสามารถ ฉายหนังพม่าได้เพียงปีละ 50 เรื่อง คือทุกๆ วันศุกร์ จะมีหนังพม่าเข้าใหม่ 1 เรื่อง  โปรแกรมหนังพม่าจะถูกวางจากลำดับหนังเสร็จก่อนหลัง และมีกฎให้ฉายอย่างเท่าเทียมกันเรื่องละ 2 อาทิตย์เป็นขั้นต่ำ ต่างจากบ้านเราที่วางวันฉายหนังไทย จากการต้องหลบหลีกหนังเต็งๆ ทั้งฮอลลีวูด หรือจากค่ายหนังไทยด้วยกัน หนังตัวอย่างจะถูกฉายก่อนหนังเข้าฉายล่วงหน้า 2 เดือน (ในประเทศไทยคือประมาณ 1 เดือน) จำนวนจอหนังทั้งประเทศพม่า น้อยกว่าจำนวนจอในกรุงเทพ นั่นคือโรงหนังจะมียอดคนชมต่อรอบสูงมากถึง 65% จนถึงเต็มโรง
กลุ่มคนดูหนังพม่า แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ คนรุ่นเก่า ที่ดูหนังพม่า กับ คนรุ่นใหม่ที่แอนตี้หนังพม่าในแบบเก่า ที่นิยมทำหนังตลก คนรุ่นใหม่มักดูแต่หนังฮอลลีวูด เกาหลี และหนังไทย
อย่างไรก็ตาม หนัง ยังเป็นความบันเทิงทางเลือกอันดับ 1 เนื่องจากความแรงของอินเตอร์เน็ตที่ไม่เสถียร (ถ้าแรงเมื่อไหร่ คงดู youtube กันกระจาย)
วัฒนธรรมกินป๊อบคอร์นของทั่วโลก ยังไม่แพร่หลายสู้วัฒนธรรมกินเมล็ดทานตะวันในโรงหนังของที่นี่  คนพม่ามีวัฒนธรรมการยืนตรงในโรงหนังเหมือนเมืองไทย แต่ของเขาเป็นการเคารพเพลงชาติ
(frombangkoktomandalay)[3]

mv3 
โรงหนังที่พม่า แหล่งที่มา http://icyjuicybackpacker.blogspot.com/2011/10/5.html

[Top]


อ้างอิง

[Top]

  • Top[1] กฤตยา เชื่อมวราศาสตร์.2560 . มองพม่าผ่านภาพยนตร์(ออนไลน์) แหล่งที่มา https://www.matichon.co.th/news/481293
  • Top[2] Phanuwat Auandomchaisakul .2556. อุตสาหกรรมภาพยนตร์เมียนมาร์เริ่มกลับมาคืนชีพ(ออนไลน์) แหล่งที่มา http://news.voicetv.co.th/global/76463.html
  • Top[3] frombangkoktomandalay. ถึงคน..ไม่คิดถึง .เกร็ดวงการหนัง และโรงหนังในประเทศพม่า(ออนไลน์) แหล่งที่มา The Southeast Asia Movie Theater Project

ผู้ใช้งานออนไลน์

มี 117 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

จำนวนผู้ใช้งาน

050455
วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ที่แล้ว
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
150
154
1265
48095
2502
6712
50455

Your IP: 54.167.15.6
2018-12-15 20:43

แสดงรูปภาพแบบสุ่ม

01.jpg

ติดต่อ-ประสานงาน

ศูนย์เมียนมาร์ศึกษา

มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร แม่สอด
เลขที่ 222 ม.7 ต.แม่ปะ 
อ.แม่สอด จ.ตาก 63110
โทร. 095-316-8999

 facebook     youtube 

email     twitter